ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่นิสิตคณะครุศาสตร์จะ “ไม่นิ่งเฉย” ต่อทัศนคติเหยียดเพศของอาจารย์วิชาจิตวิทยาฯ

“ครุศาสตร์ที่ให้พวกกะเทยมาเรียนก็บุญแล้ว”

“ทางครุศาสตร์ก็ยืดหยุ่นแล้วที่รับพวกนี้เข้ามาเรียน ทั้ง ๆ ที่เป็นกะเทย ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าคืออะไร”

“พวกตุ๊ดไม่สมควรได้เรียนหนังสือ ไปแก้ไขตัวเองให้ได้ก่อน”

“เป็นกะเทยก็ไม่ต่างอะไรจากคนบ้า แค่สังคมยอมรับมากกว่า”

“กะเทยเป็นพวกวิปริตผิดเพศ ไม่สมควรจะเป็นครู”

“พวกกะเทยที่เป็นครูหน้าชั้นเรียน เด็กเห็น เด็กมันก็เลียนแบบ เป็นตุ๊ดตามพวกมันไปอีก”

“การเป็นครูในโรงเรียน ครูต้องเป็นตัวแบบ ดังนั้นจะแต่งตุ๊ดมาเรียนได้มั้ย ไม่ได้ และคนที่เป็นตุ๊ดจะเป็นครูได้มั้ย ไม่ได้ คือ กะเทยจะเป็นครูได้ไง พวกนี้เป็นคนผิดปกติทางจิต”

“สมัยโบราณ เป็นกะเทยต้องส่งไปโรงพยาบาลโรคจิตเลย สมัยก่อนไม่มีใครกล้าเลย ถ้าใครแต่งหน้าหรือแต่งตัวเป็นหญิง เขาส่งโรงพยาบาลโรคจิตหมดเลย”

“ชีวิตกะเทยเน้นแต่ความสวยงาม เน้นแต่เรื่องเซ็กส์ ถ้าไม่เน้นเรื่องเซ็กส์ แล้วกะเทยจะแต่งหญิงไปเพื่ออะไร”

“กะเทยไปฝึกสอน โรงเรียนไหนเขาก็ไม่อยากรับ มีปัญหามากมาย แล้วก็ถูกส่งตัวกลับคณะ”

“ลองถามผู้ปกครองของเด็กนักเรียนดูสิว่า เขาอยากให้ครูผิดปกติทางจิตมาสอนลูกพวกเขามั้ย”

“ผู้หญิงที่เป็นเลสเบี้ยน รู้สึกปกติ น่ารักด้วยซ้ำไป แก่น ๆ ซน ๆ”

“ผมรับได้กับทอมที่อยากแมนแบบผู้ชาย แต่รับไม่ได้กับพวกกะเทยที่เป็นผู้ชายอยู่แล้วแท้ ๆ กลับไปตุ้งติ้งเป็นหญิง”

“ทอมเนี่ย ถ้าโดนผู้ชายขืนใจสักครั้งสองครั้ง รับรองติดใจ เปลี่ยนพฤติกรรม กลับเป็นหญิงแน่นอน”

“ผู้หญิงที่จะเล่นซอสามสาย ต้องเป็นคนสวยตามฐานะของเครื่องดนตรี”

“พวกกะเทยเกย์เนี่ยเป็นโรคจิตเภทชนิดหนึ่ง รักษาได้ จับพวกมันมาดูผู้ชายโป๊ ดูหนังเอ็กซ์ชาย-ชาย แล้วถ้าอวัยวะเพศของมันแข็งก็เอาไฟฟ้ามาช๊อต ๆ ๆ ให้มันทรมานเหมือนตายทั้งเป็น ให้มันเรียนรู้ว่าเป็นพฤติกรรมต่ำทราม สลับกับให้มันดูผู้หญิงโป๊ ดูหนังโป๊ชาย-หญิง คราวนี้ถ้าอวัยวะเพศมันแข็งก็ป้อนขนม เป็นการเสริมแรงทางบวกให้กับพฤติกรรมที่ถูกต้อง ทำแบบนี้สลับไปสลับมาจนมันดูผู้ชายโป๊แล้วอวัยวะเพศไม่แข็ง”

“อย่าให้เจอนิสิตที่มีพฤติกรรมแปลก ๆ หรือทำอะไรไม่ดีในห้องนี้ ผมเคยเจอก็หลายคน ผมให้เกรด F พวกนี้ทุกคนโดยไม่ต้องตรวจข้อสอบไฟนอล หรือสนใจคะแนนที่พวกนั้นสะสมมา”

“ผมเคยเป็นกรรมการพิจารณาตัดสินคดีไร้สาระคดีหนึ่ง นิสิตชายคนหนึ่งถูกฟ้องว่าทำร้ายร่างกายนิสิตที่เป็นตุ๊ดซึ่งไม่รู้จักกันหรือมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน …ก็คือผู้ชายอ่ะเนอะ เดิน ๆ ไปเหลือบเห็นอะไรขวางลูกหูลูกตา เห็นอะไรที่ผิดปกติ มันก็ต้องทนไม่ได้ ต้องเข้าไปเตะต่อยสักยกสองยก ให้มันเรียนรู้ว่ามันนั้นไม่สมควรมีชีวิตอยู่แบบนั้นต่อหน้าผู้ชายอย่างเรา …ผมเป็นกรรมการ ผมก็พยายามพลิกระเบียบไปมาหาช่องทางให้นิสิตชายคนนั้นถูกตัดคะแนนน้อยที่สุด เพราะถ้าเป็นผม ผมคงลงไม้ลงมือจัดการกับตุ๊ดพวกนี้ให้หนักกว่านั้นอีกหลายเท่า”

ทั้งหมดนี้ ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่า เป็นคำพูดที่หลุดออกมาจากปากของคนที่ภาคภูมิใจที่จะเรียกตัวเองว่า “ครูของครู” เขาเป็นอาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬา สอนวิชาจิตวิทยาพื้นฐานการศึกษาและวิชาจิตวิทยาสำหรับครู เป็นวิชาบังคับทั้งสองตัว ซึ่งนิสิตอย่างฉันที่ไม่ชอบ ไม่อยากเรียนกับอาจารย์คนนี้ แต่อยากเป็นครู ก็หลีกเลี่ยงวิชานี้ไม่ได้ เขาชอบหยิบทฤษฎีทางจิตวิทยาของนักจิตวิทยาคนนู้นคนนี้มาบิดเบือนเพื่อสร้างความชอบธรรมของทัศนคติเหยียดตุ๊ดเหยียดกะเทยของเขา หลายครั้งที่เนื้อหาที่กำลังสอนนั้นแทบไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศหรือเรื่องพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศเลย เขาก็ชอบเชื่อมโยงและเหยียดนิสิตเพศที่สามอยู่หน้าห้องอย่างมั่นใจ บอกก่อนว่าฉันเป็นผู้หญิง ไม่ได้เป็นเพศที่สาม ขนาดดิฉันซึ่งไม่ได้ถูกด่าโดยตรง ดิฉันยังแทบจะทนฟังต่อไปไม่ได้เลย เขาพูดเหยียดเพื่อนหนูที่เป็นเพศที่สามหลายครั้งมากในแต่ละเทอม และแทบจะ “ทุกปีการศึกษา” เขาวิจารณ์เพศที่สามเช่นนี้มานานอย่างน้อยก็ 35 ปีแล้วจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ไม่มีความเปลี่ยนแปลง และไม่มีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง

นอกจากความไม่เปลี่ยนแปลงและไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงของอาจารย์คนนี้แล้ว คณะครุศาสตร์เองซึ่งเป็นคณะที่อาจารย์หลายท่านก็ภาคภูมิใจเหลือเกินว่าเป็น “เสาหลักของการศึกษาไทย” กลับเป็นคณะที่ปล่อยให้อาจารย์ที่มีทัศนคติเหยียดเพศที่สามได้มีพื้นที่แสดงออกซึ่งจุดยืนเหยียดเพศหน้าชั้นเรียนและไม่เคยให้พื้นที่ให้คนอย่างดิฉันซึ่งไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่อาจารย์สอน ได้ถกเถียง วิเคราะห์ แสดงเหตุผลเลยนั้นได้เป็นอาจารย์นานขนาดนี้ คณะที่ผลิตคนที่จะออกไปสอนคนอื่น แต่ทัศนคติของผู้สอนและบุคลากรภายในบางคนที่ยังคงล้าหลัง ไม่ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลง และเอาแต่ตีกรอบความหมายของความดีงามและความเหมือนกันให้คับแคบ ปิดกั้น และกีดกันให้คนที่ไม่มีลักษณะตามดีงามที่คณะกำหนดต้องมีความ “เป็นอื่น” เพื่อนหนูที่เป็นเพศที่สามหลายคนต้องกลายเป็นอื่นในคณะ เพื่อนหนูที่ตั้งคำถามกับสิ่งที่อาจารย์สั่งโดยไม่พูดคุยถึงเหตุผลก็เป็นอื่นในคณะ หรือเพื่อนหนูที่ไม่ได้เรียนหรือทำกิจกรรมในคณะอย่างเดียว แล้วไปเรียกร้องอะไรบางอย่างตามสิทธิของตัวเอง พอเขากลับมาคณะ อาจารย์หลายท่านก็มองเพื่อนหนูที่ไม่ได้ทำตามระบบว่าเป็นอื่นทั้งหมด นอกจากนั้น คณะก็ยังเลือกที่จะที่ต่ออายุการทำงานให้อาจารย์คนนี้สอนต่อไปแม้ว่าเขาจะเกษียณอายุแล้ว สิ่งที่แย่กว่าการไม่จัดการอะไรเลย คือการเลือกจ้างอาจารย์เหยียดเพศคนนี้ให้สอนต่อไปเรื่อย ๆ คณะครุศาสตร์ซึ่งเอาแต่เน้นย้ำว่าจะต้องผลิตนิสิตครูยุคใหม่ ครูแห่งศตวรรษที่ 21 ครูก้าวทันโลก อะไรที่ดูก้าวหน้าทั้งหลาย แต่กลับไม่เคยดำเนินการใด ๆ หรือแม้แต่พยายามที่จะเข้าไปเจรจาจริงจังกับอาจารย์ที่มีทัศนคติในระดับเดียวกับคนยุคดึกดำบรรพ์ และคณะครุศาสตร์ก็ไม่เคยจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบจริยธรรมอาจารย์คนนี้ ทั้ง ๆ ที่ทั้งหนู เพื่อนหนู และคงมีนิสิตอีกมากมายที่ร่วมกันเขียนความคิดเห็นและแสดงความไม่พอใจลงไปในระบบประเมินอาจารย์ออนไลน์ของจุฬา  

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราซึ่งเป็นนิสิต ทั้งชาย หญิง และเพศทางเลือกจะไม่อยู่เฉย ไม่นิ่งเงียบ และไม่สยบยอมต่ออำนาจ ดิฉันเชื่อว่าปัญหานี้จะไม่มีทางได้รับการแก้ไข หรือแม้แต่ได้รับความสนใจ หากเราซึ่งเป็นนิสิตคณะครุศาสตร์ เป็นนิสิตที่นั่งฟังคำพูดเหยียดเพศของอาจารย์คนนี้เลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย ไม่แสดงออกซึ่งความไม่เห็นด้วยต่อทัศนคติของอาจารย์คนนี้ให้คณะหรือคนนอกคณะได้รับทราบ ไม่ทำให้สิ่งที่บ่นในที่ลับกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถถกเถียงได้ในที่แจ้งหรือที่ที่เป็นทางการ หรือไม่มีความกล้าเพียงพอที่จะรวมตัวกันแย้งความคิดของอาจารย์ขณะที่เขาพูดหน้าชั้นเรียน หรือไม่มีความจริงจังเพียงพอที่จะรวมตัวกันเขียนข้อร้องเรียนให้คณะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบจริยธรรม

หากเราคิดว่าเดี๋ยวเราก็เรียนจบ เดี๋ยวเราก็ผ่านวิชาของอาจารย์คนนี้ไป เราเรียนแค่ให้ผ่านวิชานี้ก็พอ และหวังไปเองว่าสักวันอาจารย์จะเปลี่ยนแปลง (ซึ่งก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมานานกว่า 35 ปี) หรือสักวันจะมีสักคนที่กล้าหาญชาญชัยและลุกขึ้นมาแย้งอาจารย์ในคาบหรือลุกขึ้นมารวมตัวกันเรียกร้องคณะให้ช่วยแก้ปัญหา (ซึ่งก็ไม่เคยมีให้เห็นตลอด 35 ปี) หากเราคิดเช่นนี้ อาจารย์คนนี้ก็จะคิดว่าทัศนคติของตนเองถูกต้อง หลงในอำนาจของตนเองหน้าชั้นเรียน และสอนทัศนคติแย่ ๆ แบบนี้ให้กับรุ่นน้องของเราไปอีกนานหลายสิบรุ่น

ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้ ดิฉันจึงขอเป็นหนึ่งเสียงที่เรียกร้องให้คณะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบจริยธรรมอาจารย์คนดังกล่าว ให้คณะกำหนดวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม และให้กำชับอาจารย์คนนี้ไม่ให้สอนความคิดเหยียดเพศที่สามในชั้นเรียน หรืออย่างน้อยที่สุดต้องเปิดโอกาสให้นิสิตในชั้นเรียนได้ตั้งคำถาม พูดคุย ให้เหตุผล แลกเปลี่ยนกันไปมาอย่างเป็นวิชาการ และไม่ส่งผลต่อเกรดของเรา ที่ดิฉันเขียนมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อไม่ให้ความคิดเหยียดเพศเหล่านี้ถูกส่งต่อจากอาจารย์ในชั้นเรียนไปสู่นิสิตครูเพื่อนหนูและรุ่นน้อง และนิสิตครูพวกนี้บางคนอาจสมาทานความคิดนี้ไปสอนรุ่นน้องต่อไป เป็นปัญหาระยะยาวอีก

หมายเหตุจากบรรณาธิการบทความ: บรรณาธิการเป็นผู้เปลี่ยนชื่อบทความนี้ เพื่อให้มีความเหมาะสมต่อเนื้อหา ประเด็น และข้อที่ควรเรียกร้อง