ทำไมน้องถึงต้องยอม “พี่ว้าก” & ข้ออ้างของโซตัส

กิจกรรมรับน้องเป็นกิจกรรมที่เรียกได้ว่ามีอยู่แทบทุกคณะ ทุกมหาลัยในประเทศไทย แน่นอนว่ากิจกรรมรับน้องไม่ผิด แต่ “รูปแบบ” ของกิจกรรมนี่สิคือสิ่งที่เราควรตั้งคำถาม โดยเฉพาะการรับน้องที่มีการว้าก การกดดัน การใช้ความรุนแรง แม้แต่ในจุฬาฯ เอง หลายคณะมีวัฒนธรรมโซตัสที่ฝังรากลึกจนยากที่ “คนนอก” จะวิจารณ์ได้โดยไม่ถูก “คนใน” กล่าวหาว่ายุ่งเรื่องของคนอื่น

หรือถึงแม้คนบางกลุ่มจะเข้าไป “ยุ่ง” กับการรับน้องในแต่ละคณะ เดี๋ยวนี้บรรดาพี่ว้ากและผู้สนับสนุนการว้ากก็มีข้ออ้างใหม่ๆ มาสนับสนุนความชอบธรรมของรูปแบบกิจกรรมของตนแล้ว เช่น

  • ไม่ได้บังคับน้อง ใครไม่อยากเข้าก็ไม่ต้องเข้า
  • น้องรู้รายละเอียดกิจกรรมอยู่แล้ว ต้องโดนว้าก โดนสั่งวิ่ง ฯลฯ น้องเลือกจะอยู่ต่อเอง
  • เป็นการสร้างอัตลักษณ์กลุ่ม สร้างสายสัมพันธ์ สร้างความรักกันในรุ่น ทำได้แค่วิธีนี้แหละ แต่ย้ำอีกที ใครไม่อยากเข้าก็ไม่ต้องเข้า
  • พี่รักน้องทุกคน ดูแลความปลอดภัยอย่างดี มีหน่วยพยาบาล บางคณะมีรถพยาบาลเตรียมพร้อมเลย (เดี๋ยว แล้วทำไมคุณต้องจัดกิจกรรมที่ต้องเตรียมรถพยาบาลเผื่อไว้ขนาดนี้ล่ะ!?)

คำอธิบายจากผู้สนับสนุนโซตัสข้างต้นทำให้หลายคนเลิกตั้งคำถามกับการรับน้องที่มีพี่ว้าก มีการกดดัน ก็ในเมื่อไม่มีใครตาย ไม่มีการบังคับเข้าร่วม ทำไมเราต้องสนใจล่ะ? เขาอยากโดนว้ากก็เรื่องของเขา? จะไปยุ่งทำไม?

แต่ยิ่งได้ยินคำอธิบายอย่างนั้นเรายิ่งต้องตั้งคำถาม ทำไมการรับน้องที่มีพี่ว้ากเพียงไม่กี่คนถึงออกคำสั่งให้นิสิตปี 1 ที่มีจำนวนมากกว่าทำตามคำสั่งได้? แล้วทำไมคนเราถึงยอมอยู่ในระบบโซตัสอย่าง “เต็มใจ” ได้? เราสามารถ “เลือก” จะไม่เข้าร่วมการรับน้อง (ที่มีการว้าก) โดยไม่ได้รับผลกระทบตามมาเลยจริงๆ หรือ? Nisit Review ขอชวนผู้อ่านให้ตั้งคำถามกับระบบโซตัสที่เป็นอยู่ในหลายคณะ และร่วมวิพากษ์ระบบผ่านสายตาของ “คนใน” ผู้คัดค้านระบบโซตัส ที่บอกเล่าประสบการณ์และวิพากษ์วิจารณ์ห้องเชียร์ให้กับทีมงาน Nisit Review


ไม่ชอบแล้วทำไมถึงเข้าห้องเชียร์? “อยากให้ลองเปิดใจ”

เราคิดว่าเราคงเป็นคนส่วนน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับกิจกรรมห้องเชียร์ แต่ยังคงตัดสินใจเข้าร่วม เหตุผลที่เราตัดสินใจเช่นนั้นมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ทั้งหมดเป็นการตัดสินใจของเราเองจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าปัจจัยภายนอกไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมสร้างแรงกดดันด้วย

ระบบเหล่านี้มักจะอ้างว่า “คนนอก” ไม่ควรเข้ามายุ่ง เพราะขาดความเข้าใจวัฒนธรรมองค์กร วิจารณ์ไม่ได้เพราะไม่ใช่เรื่องของเรา เพื่อโต้วาทกรรมนี้ เราจึงอยากเป็น “คนใน” ที่ระบบมองว่า qualified พอจะวิจารณ์ได้อย่างเต็มที่ เราอยากรู้ว่าทำไมระบบนี้ถึงยังมีอยู่ อยากเข้าใจว่าในระบบนี้มีอะไรบ้างที่ toxic อะไรบ้างที่ rewarding จนทำให้มันคงอยู่ในมหาวิทยาลัยได้นานขนาดนี้  เราเข้าใจว่า ถ้าเราไม่เคยเข้าร่วมห้องเชียร์แต่ต้องการจะ make a point เพื่อต่อต้านมัน ข้อโต้แย้งของเราจะขาดน้ำหนักไปเป็นอย่างมาก และถ้าต้องการจะ “ต่อต้าน” จริง ๆ คงไม่มีอะไรทำให้เราเข้าใจฝั่งที่เราค้านอยู่ มากไปกว่าการลงไปทำความเข้าใจด้วยตนเอง

ครั้งแรกที่เราตัดสินใจขึ้นห้องเชียร์ พี่บอกกับเราว่า อยากให้เราลองเปิดใจให้กิจกรรมนี้ ไม่ได้บังคับ ถึงจะขึ้นหรือไม่ขึ้น น้องก็ยังเป็นน้องของพี่ไม่ต่างกันในตอนนั้นเราไม่เคยมีความคิดอยากขึ้นมาก่อน ไม่ได้ติดใจกับคำว่า “ลองเปิดใจ” เพราะเป็นช่วงเปิดเทอมแรกๆ เราอยากรู้ อยากเปิดประสบการณ์ อย่างไรก็ตาม ถ้าเราไม่ชอบ วันต่อมาก็แค่ไม่เข้าร่วม ไม่ได้เสียหายอะไร

เข้าก็ได้ ไม่เข้าก็ได้ น้องมีสิทธิ์เลือก “ถึงจะขึ้นหรือไม่ขึ้น (ห้องเชียร์) น้องก็ยังคงเป็นน้องของพี่”

ส่วนที่ทำให้เราเริ่มรู้สึกขัดใจ คือคำว่า “ถึงจะขึ้นหรือไม่ขึ้น น้องก็ยังคงเป็นน้องของพี่” เราเริ่มรู้สึกว่า การเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมห้องเชียร์ไม่ใช่แค่การตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมเพียงอย่างเดียว มันเป็นกลไกเล็ก ๆ ของสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น มันมีเซนส์ของการถูกยอมรับ/ไม่ถูกยอมรับเกิดขึ้นจากการตัดสินใจครั้งนี้  แสดงว่า มีข้อแตกต่างระหว่างคนที่ขึ้นห้องเชียร์กับไม่ขึ้น ถึงรุ่นพี่จะยืนยันว่าข้อแตกต่างนั้นจะไม่เป็นไร ไม่ matter เพราะเรายังเป็นน้องของพี่ แต่ถ้าการขึ้นหรือไม่ขึ้นเป็น personal choice เป็นสิทธิ์การตัดสินใจของเราเองตั้งแต่แรก ทำไมต้องแบ่งว่า “ถึงจะขึ้นหรือไม่ขึ้น” ทำไมถึงยังมีเซนส์ของการผลักคนที่ไม่ร่วมให้อยู่ในกรอบคนชายขอบ (marginalization) แล้วจึง “ปลอบ” ทีหลังว่า ไม่ขึ้นไม่เป็นไร?

สัญลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ใน “การจัดแถว”

เราคิดว่า การจัดแถวก่อนขึ้นห้องเชียร์เป็นส่วนหนึ่งที่น่าสนใจ แถวขึ้นห้องเชียร์จะต้องเรียงกันแบบเดิมเสมอ ใครยืนตำแหน่งไหนในวันแรก ต้องยืนที่เดิมตลอด ถ้าวันไหนตัดสินใจไม่ขึ้นห้องเชียร์ ตำแหน่งนั้นจะว่าง และจะมีการนับจำนวนคนขึ้นห้องเชียร์ทุกวัน การจัดแถวลักษณะนี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อรักษาระเบียบเพียงอย่างเดียว (ถ้ามันถูกสร้างขึ้นเพื่อรักษาระเบียบจริงตั้งแต่แรก) แต่เพื่อ accentuate (เน้นให้เห็นชัดถึง) คนที่หายไปมากกว่า วันที่เราไม่เข้าห้องเชียร์ เพื่อนที่ยืนอยู่ข้างเราในแถวมาถามเราหลังเลิกเรียนว่า “เมื่อวานไม่เข้าเหรอ ไปไหนมา” หรือ “วันนี้เข้าห้องเชียร์ไหม” อยู่เรื่อย ๆ ในช่วงแรก เราคิดว่าที่เป็นเช่นนี้ เพราะการตั้งระเบียบนี้ขึ้นมา ทำให้คนที่ไม่เข้าร่วมกลายเป็นจุดเด่นสายตาปีหนึ่งคนอื่นที่ขึ้นห้องเชียร์ เพื่อนที่ยืนรอบ ๆ ตำแหน่งเราจะรู้ทันทีเมื่อเราหายไป เมื่อรู้ว่าหายไปจึงเกิดคำถาม เมื่อได้คำตอบจริงใจจากเราไปว่า “เราไม่ค่อยโอเค” จึงเกิด judgement เล็ก ๆ ขึ้นในกลุ่มปีหนึ่งขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ มันคือการสร้างแรงกดดันจากกลุ่มเพื่อนด้วยกันเอง โดยรุ่นพี่ไม่จำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซงด้วยตนเองด้วยซ้ำ ระบบนี้เอื้อให้เกิดเซนส์ของ otherness (“คนนอก” ที่ไม่เข้าร่วม) และ togetherness (“คนใน” ที่เข้าร่วม)ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมาก

ความรู้สึกผิด / GUILT-TRIPPING

ที่แย่กว่านั้นคือความรู้สึกผิดที่ตามมา ทำไมเราต้องรู้สึกผิดในเมื่อการตัดสินใจตรงนี้คือสิทธิ์ของเราทั้งหมด และไม่มีการบังคับเกิดขึ้น? เรารู้สึกเหมือนกับว่า มันมีข้อตกลงที่มองไม่เห็นว่า ถ้าคนส่วนมากเข้าห้องเชียร์กันหมดแล้วเราไม่เข้า เราจะกลายเป็น “คนนอก” ในคณะ เราไม่เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่มากเท่าคนอื่น เพราะเราไม่ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์เดียวกับเขาคนห้องเชียร์ ทั้ง ๆ ที่เราและปีหนึ่งที่เหลือเพิ่งเปิดเทอมได้ไม่ถึงเดือน แต่ความรู้สึกเป็นคนชายขอบมันกัดกินเราไปแล้ว ตอนนั้นเรารู้สึกผิดที่ปล่อยให้เพื่อนขึ้นห้องเชียร์ไปเจอเสียงตะโกนของพี่ รู้สึกผิดที่เอาความสบายใจของตัวเองมาก่อน รู้สึกผิดที่ไม่กล้าพูดตรง ๆ ว่าไม่เห็นด้วยและคิดว่าจะไม่ร่วมอีก รู้สึกผิดต่อคนอื่นที่ไม่ร่วม และก็ผิดต่อตัวเองที่จะร่วมด้วย

ระบบห้องเชียร์ก็มีหลากหลายวิธีที่จะล่อให้เรารู้สึกผิด (guilt trip) เมื่อเราหายจากห้องเชียร์แล้วกลับเข้ามาใหม่อีกครั้ง เพราะจะมีการให้น้องร้องเพลงคณะและมหาวิทยาลัย ถ้าร้องไม่พร้อมกันหรือร้องไม่ดัง หรือจำเนื้อร้องไม่ได้ จะให้ร้องใหม่ซ้ำ ๆ หรือให้พี่เป็นฝ่ายร้องให้ดู มันเป็นการตอกย้ำความผิดพลาด จงใจทำให้รู้สึกผิดหรืออับอาย (humiliation) ที่ไม่สามารถร้องเพลงได้ รุ่นพี่จะยัดเยียดเหตุผลให้ว่า เป็นเพราะเราไม่ “เอาใจใส่” กิจกรรมของห้องเชียร์และเพลงที่พี่สอนมากพอ ไม่ “เห็นคุณค่า” ของความตั้งใจของเพื่อน ไม่ “รัก” และ “สามัคคี” กับคนในรุ่นตัวเอง และทำให้เพื่อนและพี่ลำบากด้วยการสอนซ้ำ/ร้องซ้ำ ฯลฯ ความรู้สึกผิดนี้ถูกตอกย้ำอยู่บ่อยครั้ง ให้เหมือนกับว่าทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เป็นเพราะเราไม่เข้าร่วมห้องเชียร์เหมือนคนอื่น

น้องรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเจออะไร น้องเลือกเข้ามาเอง

การอ้างว่าน้องรู้อยู่แล้วว่าต้องเจอกับอะไรในห้องเชียร์และน้องเลือกจะอยู่เอง เพื่อจะสร้างความชอบธรรมให้รุ่นพี่เปิดห้องเชียร์ต่อไป เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเอามาก ๆ ยกตัวอย่างจากคณะเรา มันมีผลกระทบหลายอย่างที่จะตามมาจากการไม่ขึ้นห้องเชียร์ เพราะคณะเราตั้งอยู่บน interpersonal relationship (ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล) การรู้จักคนและ/หรือมี connection ดี ๆ เป็นเรื่องสำคัญมากต่อการทำงานและการใช้ชีวิตในคณะ และอาจรวมไปถึงนอกคณะด้วยในบางกรณี

เราคิดว่า ห้องเชียร์เป็นกลไกหนึ่งที่ทำหน้าที่คงไว้ซึ่งระบบ hierarchy ในสังคมคณะที่เราอยู่ รวมถึง seniority และ patronage system ด้วย มันเป็นกลไกที่เอื้อให้ “รุ่นพี่” ที่ถึงจะห่างกับเราไม่กี่ปี มีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะ exercise อำนาจของเขาในฐานะ “อาวุโส” ได้โดยไม่มีปีหนึ่งคนไหนกล้าทักท้วง มีช่องว่างระหว่างความเป็นพี่ (ที่ถูกทำให้ดูเหมือนมีอำนาจมากกว่าน้อง) และความเป็นน้อง (ที่ถูกทำให้รู้สึกเหมือนไม่มีอำนาจต่อรองกับพี่) และยิ่งในคณะที่มีกิจกรรมเยอะ บรรดาโปรเจกต์ทั้งหลายที่มีเจ้าของหรือมีหัวหน้าฝ่ายเป็นรุ่นพี่เหล่านี้ รุ่นพี่ก็มักจะเลือก “อุปถัมภ์” น้องที่คุ้นหน้าคุ้นตาหรือเคยคุยด้วยเข้าไปทำงานร่วมกันหรืออยู่ฝ่ายเดียวกัน ระบบห้องเชียร์ทำให้พี่เห็นว่าน้องคนไหน “อิน” หรือ “ไม่อิน” คณะ “เคารพ” หรือ “ไม่เคารพ” รุ่นพี่และระบบ หยิบยื่นอำนาจอันชอบธรรมให้พี่ได้ใช้สิทธิ์ “เลือก” น้องก่อน ไปจนถึงการตัดสินน้อง ไม่ว่าจะในเชิงการทำงาน การรับมือกับสถานการณ์กดดัน รวมถึงตัดสินบุคลิกไปโดยไม่รู้ตัว

เราเชื่อว่า หลายคนที่อยู่ในห้องเชียร์ไม่ได้เข้าไปเพราะสนุกกับการถูกตะโกนใส่ หรือพอใจเวลาเพื่อนร้องเพลงพร้อมกัน เราว่าบางคนคงไม่ต่างจากเราตอนนั้นที่อยากเป็นใครสักคนหนึ่งในคณะที่มีคนสนใจบ้าง อยากให้คณะเปิดใจให้เราเหมือนที่เราเปิดใจให้ระบบห้องเชียร์ ตอนปีหนึ่ง ลึก ๆ แล้วเราเองก็คงอยากเป็นหนึ่งใน  กิจกรรมหนึ่งของคณะ และต้องการการยอมรับจากคนในคณะเพื่อจะ validate ตัวเองว่า เราสมควรแล้วที่จะได้อยู่ที่นี่ แต่ถึงกระนั้น หลังจากเข้าร่วมห้องเชียร์แล้ว ก็ไม่ได้ทำให้เราเห็นว่า ระบบห้องเชียร์เป็นเพียงวิธีเดียวที่จะสร้างความรักความสามัคคีได้ หรือวิธีเดียวที่สร้างอัตลักษณ์กลุ่มและสายสัมพันธ์ระหว่างชั้นปีและในคณะได้

เราเห็นว่าวาทกรรม “ไม่ได้บังคับ ไม่อยากเข้าก็ไม่ต้องเข้า” เป็นเพียงเครื่องมือป้องกัน ให้เห็นว่ารุ่นพี่หยิบยื่นสิทธิ์ในการตัดสินใจให้น้องเลือกเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมด้วยตนเอง ทั้งที่ในความเป็นจริง ยังมีปัจจัยอีกมากที่บีบบังคับ กดดัน สร้างความรู้สึกเชิงลบ จนน้องต้องเชื่อฟังและเข้าร่วมกับระบบโดยไม่เต็มใจ และตราบใดที่ยังมีระบบห้องเชียร์และโซตัสอยู่ สิทธิและเสรีภาพของนิสิต และความเท่าเทียมกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ในมหาวิทยาลัย ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาอยู่เช่นกัน