รับน้องรุนแรง ใครกันแน่ที่แก้ได้ สาธารณะหรือคนใน?

ช่วงนี้หลายมหาลัยจัดกิจกรรมต้อนรับนิสิตนักศึกษาปี 1 หรือที่เรียกว่า “รับน้อง” ของหลายๆ คณะ หากเดินเข้าไปในรั้วมหาลัยช่วงนี้เราอาจจะได้ยินเสียงกลอง เสียงเพลงสันฯ และเห็นนิสิตปีสูงกว่ากำลังนำรุ่นน้องเต้นตามจังหวะกลองอย่างครื้นเครง …อย่างไรก็ตาม สำหรับบางคนแล้ว คำที่ปรากฏขึ้นมาพร้อมกับคำว่า “รับน้อง” คือ โซตัส พี่ว้าก และห้องเชียร์

ปีนี้สภานิสิตจุฬาฯ ได้เปิดช่องทางให้นิสิตร้องเรียนเรื่องเกี่ยวกับกิจกรรมรับน้องที่ไม่เหมาะสมโดยเฉพาะ ซึ่ง Nisit Review ได้ยินมาว่ามีนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่จำนวนหนึ่งแชร์โพสต์ของสภานิสิตจุฬาฯ ไปด้วย โดยทางมช.เองก็เปิดสายด่วนรับเรื่องร้องเรียนกิจกรรมการรับน้องอีกด้วย ถือว่าปีนี้หลายๆ มหาวิทยาลัยมีความตื่นตัวในการรณรงค์ต่อต้านการรับน้องที่ใช้ความรุนแรงมากๆ

ตัวแทนจาก Nisit Review ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนเมืองเชียงใหม่พอดี เลยถือโอกาสสัมภาษณ์ความเห็นเรื่องการรับน้องจากนักศึกษามช. ปี 4 ผู้เคยคลุกคลีกับการว้ากในกิจกรรมรับน้องมาก่อน โดยเจ้าตัวขอให้ใช้นามแฝงว่า แม่มดสีน้ำเงิน

อาจารย์ที่มช.คิดยังไงกันบ้างกับประเด็นการรับน้องที่มีความรุนแรง หรือส่วนมากก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของนักศึกษา

จริงๆ สถานการณ์ในมช.ต้องบอกว่าดีขึ้นมากแล้ว มันไม่ได้หมดไปแบบเด็ดขาด เพราะสำหรับเรา เราก็เห็นด้วยว่ามันไม่สามารถหักอะไรลงได้อย่างเด็ดขาด แต่คือเขาใช้วิธีการปรับลดทุกอย่าง แล้วเราว่ามันได้ผลนะ อาจารย์เขาไม่ได้เข้ามาแสดงท่าทีต่อต้านโดยตรง เพราะรู้ว่าใช้วิธีต่อต้านโดยตรงยังไงรุ่นพี่ก็แอบทำ อาจารย์เขาก็ไม่ได้ซัพพอร์ต แต่เขาเข้ามาดูแล ควบคุมดูแล แล้วก็ให้แนวทางที่มันดีขึ้น เช่นคณะเก่าเรา เคยมีปัญหารุนแรงมาก ถึงขนาดเคยออกเรื่องเล่าเช้านี้ตอนปี 57 มันเกิดจากการทำงานไม่ถูกวิธี ของทั้งฝ่ายต่อต้าน แล้วก็อาจารย์เอง ที่ไม่ได้มาดูแลแต่มากำกับ การกำกับกับการดูแลมันต่างกันมาก การกำกับมันคือการควบคุมให้เป็นทางใดทางหนึ่ง ซึ่งเด็กๆไม่ใช่โรบอทไง เด็กๆ ต้องการความเข้าใจ ต้องการการดูแล คำว่ารับน้องเนี่ย จริงๆ แล้วการรับน้องไม่ได้หมายถึงว้ากนะ รับน้องมันสามารถทำอะไรที่มันดีได้ แค่ต้องการผู้ชี้นำที่ดี มีความเข้าใจ ที่สำคัญคือผู้ต่อต้านการว้ากก็ต้องใช้วิธีที่กล้าหาญ ตรงไปตรงมา

ปัญหาที่เราเจอคือการที่เอาเรื่องไปเผยแพร่ข้างนอก มันทำให้ปัญหาแรงขึ้น คือคนที่เป็นหัวเก่าก็ไบแอสไปเลย ก็ไม่ฟังไปเลย อันนี้คือเพื่อนเราเองที่ใช้วิธีนั้น ต่อมาเราเองก็เลยใช้วิธีใหม่ คือเราเป็นคนที่ออกตัวว่าไม่เอารุ่น กำลังจะได้รุ่นแล้วนะ แต่บอกว่าไม่เอารุ่น แล้วเราก็เห็นผลลัพธ์ที่ดี ก็คือมีเพื่อนอีกเยอะมากที่กล้าพูดว่าจะไม่เอา พูดออกมาตรงๆ กับพี่ว่าไม่เอารุ่น เราว่ามันเป็นการแก้ปัญหาที่สื่อสารโดยตรง มีเหตุมีผล มีความมั่นคง แล้วมันก็ยั่งยืน

ก็คือพอมีคนออกมาพูดว่าไม่เอารุ่น คนอื่นเลยมีความกล้าตามมา แล้วคุณแม่มดสีน้ำเงินมองว่ามันดีกว่าวิธีอื่นอย่างการเผยแพร่ การเอาไปด่าออนไลน์?

ใช่ เรามองว่าพวกนั้นเป็นกระแส เป็นมหรสพให้คนมาเสพแล้วหายไป แต่มันไม่ได้แก้ปัญหาที่ตัวปัญหาจริงๆ

แสดงว่าคุณมองว่าการที่คนข้างในพยายามแก้ปัญหานี้เองโดยที่ไม่มีปัจจัยภายนอกมาเกี่ยวข้องเป็นวิธีที่ดีกว่า?

มันเป็นวิธีที่ได้ผลกว่า แต่ดีกว่ารึเปล่าเราไม่สามารถพูดได้ เอาเป็นว่า เวลาเราเห็นคณะแต่ละคณะมีปัญหาลงตามเพจต่างๆ ปัญหามันไม่เคยถูกแก้จากเพจต่างๆ นั่น มันก็แค่ดังชั่วข้ามคืน ตัวรุ่นน้องที่เป็นต้นตอของปัญหาก็จะถูกเกลียด เพื่อนๆ เอง ในสภาวะที่ถูกรุ่นพี่กดดันก็จะต้องมาเลือกอีกว่าจะเลือกเพื่อนหรือจะเลือกพี่ หรือเลือกระบบ เลือกสถาบัน มันไม่เป็นการพัฒนาไปด้วยกันอย่างยั่งยืนอยุ่แล้ว เราสามารถทั้งรักสถาบัน รักพี่ รักน้อง แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกันได้ แค่คุยกันว่าทำแบบนี้มันมากเกินไปมั้ยพี่ มันไม่ดี ลดได้มั้ย ซึ่งพี่คณะเก่าเราเขาเป็นอย่างนั้น แล้วก็ดีขึ้นมากแล้วในเวลาสี่ปี เราก็ทึ่งนะ

ถ้าถามถึงสถานการณ์โดยรวมของมหาลัย เรื่องการรับน้องใน มช. คิดว่าตอนนี้เป็นอย่างไร

มีแค่บางคณะที่ยังใช้วิธีที่รุนแรงในการรับน้องอยู่ บางคณะก็ประกาศเลยว่าไม่มี เช่นปีที่ผ่านมานี้ก็มีเพิ่มอีกคณะแล้วที่งดไปเลยจริงๆ ส่วนเด็กใน generation นี้เขากล้าที่จะพูดมากกว่าเรา อย่างเราแบบนี้เราคิดนานนะ คิดนานแล้วก็เวลามันก็ผ่านไปนานเหมือนกันกว่าเราจะพูดว่า พี่คะ หนูจะออกค่ะ พอแล้ว แล้วถึงคนจะกดดันเป็นร้อย กว่าจะกล้าพูดอีกรอบว่า หนูไม่เลือกทางนี้ค่ะ หนูพอแล้ว รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องยาก แต่ว่าพอเราไปดูเด็กปี 1 ที่เพิ่งเข้ามา เราก็เข้าไปถามเด็ก 61 นะ มีสามสี่คน ที่อาจจะไม่เป็นตัวชี้วัดทั้งหมดหรอก แต่เราก็ถามว่า จะรับน้องไหม เขาบอกว่า ไม่ เขากล้าตอบเราเลยว่า ไม่ แล้วเราเป็นแบบ ปีสูงอะไรแบบนี้อะ (หัวเราะ)