คุยกับคนทำหนังสือ “เอาชีวิตรอดในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ทำหนังสือเล่มนี้ทำไม?

เรื่องเล่าและสัมภาษณ์โดย กองบรรณาธิการ

กิจกรรมวันแรกพบ หรือ เฟิร์สเดท ของนิสิตใหม่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากจะมีความตื่นเต้นและความน่าตื่นตาตื่นใจที่จะได้เข้าสู่รั้วของนิสิตใหม่แล้ว ทุก ๆ ปีเราจะเห็นการขายเสื้อสีชมพูซึ่งสอดคล้องกับธีมหลักสีประจำกายของวันดังกล่าว ทว่าในปีนี้ (2561) บริเวณห้างจามจุรีสแควร์ ทางผ่านประจำของนิสิตจุฬาฯ หลาย ๆ คนซึ่งเชื่อมต่อระหว่างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับมีสิ่งสะดุดตา หรือแปลกตากว่าปีอื่น ๆ นั่นคือ กลุ่มนิสิตกลุ่มหนึ่ง ประกาศเชิญชวนเรียกร้องให้นิสิตใหม่มาซื้อหนังสือ เป็นเรื่องแปลก มีคนที่ไหนเอาหนังสือมาขายในวันแรกพบ หนังสือแบบเรียนหรือ ดูจะไม่ใช่ ดีไซน์ดูแปลกใหม่กว่าที่เคยเห็นมา เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ๆ เรายืนนิ่งไปชั่วขณะเมื่อเห็นชื่อปก “เอาชีวิตรอดในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” นี่มันคืออะไรกัน เนื่องจากต้องรีบไปเตรียมกิจกรรมวันแรกพบที่คณะ จึงไม่ได้ถามรายละเอียดผู้เขียน แต่ด้วยดีไซน์ปก ชื่อปก และเนื้อหาที่ดูอัดแน่น จริงจัง นอกจากนั้นยังมีข้อความป้ายเล็ก ๆ ติดกับหนังสือที่วางเรียงเป็นชั้น ๆ ว่า “หากย้อนเวลากลับไปได้ในสมัยเข้าเรียนปีหนึ่งที่จุฬาฯ แล้วได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เชื่ออย่างยิ่งว่าผมจะสามารถใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างมีคุณค่าและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นอีก” และยังมีอีกข้อความข้าง ๆ กันคือ “น้องจะพบว่าโลกในมหาวิทยาลัยนั้นช่างน่าตื่น ตาตื่นใจและน่าตื่นขึ้นมาเดินดุ่มเข้าไปสำารวจไม่แพ้ดินแดนห่างไกลที่หนุ่มสาวฝันใฝ่ อยากไปกันอย่างไอซ์แลนด์ หิมาลัย หรือมาชูปิกชู” ซึ่งดูจะไม่ได้เขียนเอาเล่น ๆ เราจึงเร่งรีบซื้อ จ่ายเงิน รับเงินทอน และเดินไปอย่างรวดเร็ว

“หากย้อนเวลากลับไปได้ในสมัยเข้าเรียนปีหนึ่งที่จุฬาฯ แล้วได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เชื่ออย่างยิ่งว่าผมจะสามารถใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างมีคุณค่าและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นอีก” – นิ้วกลม

ทำไมถึงมีคนคิดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา  เราครุ่นคิดหลังจากอ่านไปได้ครึ่งเล่มซึ่งมีเนื้อหาที่แทบจะไม่คาดคิดเลย  หนังสือเล่มนี้เขียนโดยนิสิต 23 คนจาก 11 คณะแนะนำวิธีการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย มักเป็นคำถามที่เรียบง่ายแต่ไม่มีคนถาม คนช่วยตอบแบบจริงจัง หรือคนเอาประสบการณ์แบบนี้มาเล่า เช่น ทำไมถึงมีแฟน ทำไมต้องอ่านหนังสือนอกเวลา ทำไมต้องสนใจเขียนโปรแกรม

เราสนใจที่จะได้คุยกับพวกเขา จึงติดต่อเพจสำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน ที่อ้างในหนังสือว่าเป็นผู้จัดพิมพ์เพื่อขอสัมภาษณ์ผู้จัดทำหนังสือ ซึ่งอีกสองวันต่อมา ณ ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง เราก็ได้พบกับ เป็ด – สิทธิกานต์ ธีระวัฒนชัย นิสิตคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ เขามาพร้อมกับ เอิร์น – พงษ์ประภัสสร์ แสงสุริยง นิสิตคณะรัฐศาสตร์ แอนดริว ณัฐนันท์ ทองเกื้อสกุล นิสิตคณะครุศาสตร์ และเฟลอ – สิรินทร์ มุ่งเจริญ นิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ทั้งสี่คนเป็นนักเขียนหนังสือหรือบรรณาธิการของเล่มนี้

พวกเขาเขียนหนังสือนี้ทำไม ที่มามาจากไหน อะไรคือผลที่เขาคาดหวัง และหนังสือเล่มนี้แตกต่างกับหนังสือเล่มอื่น ๆ อย่างไร ลองมาฟังบทสัมภาษณ์ของพวกเขากัน

ในฐานะที่คุณเป็ด – สิทธิกานต์ เป็นบรรณาธิการของหนังสือเล่มนี้ คำถามที่เรียบง่ายที่สุดก็คือ ที่มามาจากไหนหรือครับ ทำไมถึงทำ

หลายเดือนก่อน ผมได้คุยกับเพื่อนสองสามคนครับ ซึ่งเรามีความเห็นตรงกันว่า ที่ผ่านมาหนังสือหรือบทความแนะนำรายละเอียดเกี่ยวกับจุฬาฯ (อาจรวมถึงมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเลยก็ได้) มักจะบอกแค่ว่า มหาวิทยาลัยนี้มีกี่คณะ การเรียนการสอนของแต่ละคณะเป็นยังไงบ้าง หลักสูตรวิชาแต่ละคณะเป็นยังไงบ้าง แต่ไม่มีการพูดถึงประสบการณ์ส่วนตัวของคนเรียนเท่าไหร่นัก อีกทั้งคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย ก็ไม่ได้รวมกันเป็นหมวดหมู่ แต่กลับกระจัดกระจายเป็นคำถามต่างๆ ในอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ต่างๆ ในกระทู้ต่างๆ  ผมและเพื่อนๆ จึงเกิดไอเดียอยากจะรวบรวมประสบการณ์ที่มีคุณค่าเหล่านี้ขึ้นมา จนสุดท้ายก็มาลงเอยด้วยหนังสือเล่มที่เห็นนี้แหละครับ

คำถามอะไรที่คุณคิดว่าสำคัญที่เด็กปี 1 ต้องรู้

มีหลากหลายคำถามเลยนะครับ ที่จะเกิดขึ้นในหัวของน้องๆ เข้าใหม่ปีหนึ่ง ซึ่งพึ่งเข้ามาเรียนแล้วอาจจะสงสัย ยกตัวอย่างเลยนะครับ เช่น คำถามที่ว่าการมีแฟนในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยนั้นดีหรือไม่ดีกันแน่ เด็กๆ หลายคนอาจสงสัย รวมไปถึงพ่อแม่เองก็เช่นกัน หรือเรื่องการอ่านหนังสือนอกเวลานั้นควรทำไหม ควรลองอ่านนิยายหรืออ่านวรรณกรรมต่างๆ ดูบ้าง หรืออ่านแต่หนังสือเรียนจะดีกว่าในช่วงสี่ปีนี้ หรือทำไมเราต้องเรียนภาษา ต้องสนใจศิลปะ แม้เราจะเรียนวิชาหรือคณะทางสายวิทย์ ทำไมต้องสนใจวิชาพวกนี้และมันมีประโยชน์อะไรต่อชีวิตเราบ้าง หนังสือเล่มนี้จะช่วยแนะนำให้ครับ ว่าเราจะประเมินค่าสิ่งต่างๆ อย่างไรดี เราจะมีชีวิตรอดแบบไม่กระเสือกกระสน ไม่เครียดจนเกินไป และมีความสุขในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้อย่างไร

นอกจากนี้ หลายๆ ประสบการณ์ที่เขียนในนี้ อาจจะเป็นเรื่องที่เราไม่เคยเจอเลยก็ได้ อย่างเช่น ปัญหาเรื่องหอในที่นิสิตหญิงต้องกลับเข้าหอก่อนเวลานั้นเวลานี้ คนที่จะไปอยู่หอในก็จะได้รู้เท่าทันว่าจะมีอะไรขึ้น จะต้องวางแผนชีวิตยังไง ส่วนคนที่อยู่ข้างนอก (ไม่ได้อยู่หอใน) ก็จะได้รับรู้ประสบการณ์และปัญหาบางอย่างที่เขาอาจจะไม่มีโอกาสได้สัมผัส

เป็ด – สิทธิกานต์ ธีระวัฒนชัย บรรณาธิการหนังสือ “เอาชีวิตรอดในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”

ขอถามคุณเอิร์นบ้างในฐานะผู้เขียนเรื่อง “ทำไมถึงควรอ่านหนังสือนอกเวลา” ทำไมถึงเขียน คิดว่าบทนี้ทำไมนิสิตใหม่ควรจะรู้

บรรณาธิการเขาชวนให้ผมเขียน (หัวเราะ) ผมก็ชอบอ่านหนังสือนอกเวลาอยู่แล้วครับ เขาเลยน่าจะอยากให้ผมแชร์เรื่องนี้ ผมคิดว่าหนังสือนอกเวลา จริง ๆ แล้วไม่ได้มีประโยชน์กับใครหรือกลุ่มคนใดแบบเฉพาะเจาะจง แต่เป็นเรื่องสากล เรื่องที่ผมเขียนนี้ และรวมถึงอีกหลาย ๆ บทความในหนังสือเล่มนี้ด้วย คิดว่ามีประโยชน์กับทุกคน ไม่ใช่แค่เฉพาะเด็กจุฬาฯ

ขอถามคุณเฟลอบ้างในฐานะผู้เขียนเรื่อง “ทำไมถึงควรรู้จักความสัมพันธ์แบบ non-traditional” กับ “ทำไมถึงควรเรียนมนุษยศาสตร์” ดูแปลกดีนะ แล้วก็คนเรียนสายวิทย์จะรู้ไปทำไม

ก่อนอื่นต้องบอกว่าตอนแรกเราเขียนแค่เรื่อง “ทำไมต้องเรียนมนุษยศาสตร์” นะ แต่ทีนี้วันนึงไปนั่งคุยกับกอง บก. คุยกันนอกเรื่องไปถึงเรื่องการนัดมีเซ็กส์ผ่านแอพหาคู่ได้ยังไงก็ไม่รู้ (หัวเราะ) ตอนนั้นก็มีคนแปลกใจว่า เฮ้ย มีงี้ในจุฬาฯ ด้วยหรอ เราก็เล่าเรื่องของคนที่เรารู้จักให้ฟัง ทีม บก. คงรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจแล้วก็ไม่ค่อยมีคนพูดถึงออกสื่อมั้ง เลยบอกเราว่าลองเขียนดูสิ เราก็เลยเขียนเล่าเล่นๆ ส่งไป แล้วก็ได้ลงในเล่มจริง ๆ (หัวเราะ) คือเรื่องการมีอะไรกันโดยไม่ได้คบกันเป็นแฟนมันมีอยู่ในสังคมชาวจุฬาฯ เยอะจริงๆ นะ แต่บางคนอาจจะไม่รู้เพราะส่วนมากไม่กล้าพูดกันแบบเปิดเผย ก็ขนาดคนเป็นแฟนกันยังเปิดเผยไม่ได้เลยมั้งเรื่องเซ็กซ์ ตามสไตล์สังคมไทยที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมเรื่องการรักนวลสงวนตัวเนอะ (หัวเราะ) แต่อย่างเราที่คบกับเพื่อนๆ ที่เปิดกว้างเหมือนกันเยอะ เลยได้คุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องพวกนี้อยู่ ที่เขียนเรื่องนี้ก็เพราะอยากให้คนเข้าใจว่ารูปแบบความสัมพันธ์มันมีหลายแบบ แล้วก็ไม่อยากให้คนเราตัดสินคนอื่นจากความเปิดกว้างทางเพศ เพราะอย่างที่เราบอกในเล่มก็คือเซ็กส์ที่มีความยินยอมพร้อมใจไม่มีวันเป็นเรื่องผิด

ส่วนเรื่อง “ทำไมต้องเรียนมนุษยศาสตร์” เป็นเรื่องที่ทีม บก. ติดต่อมาให้เขียน ซึ่งเรายินดีเขียนมาก เพราะรู้สึกอยู่ใกล้ชิดศาสตร์นี้มาก ๆ ตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ ที่ชอบอ่านนิยายมาก โตมาเรียนสายศิลป์-ภาษา มหา’ลัยก็มาเรียนอักษรฯ อีก เมื่อก่อนเราก็ยังไม่เข้าใจเท่าไหร่นะคะว่าวิชาสายมนุษยศาสตร์มีความสำคัญขนาดไหน เราแค่รู้ว่าเราชอบวรรณคดี ประวัติศาสตร์ ละคร ศิลปะ อะไรพวกนี้ แต่ยิ่งศึกษาเราก็ยิ่งเรียนรู้ว่า เอ้อ มนุษย์ศาสตร์มันอยู่ทุกที่จริง ๆ นะ มันเกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกคน ถึงเรียนสายวิทย์ก็ควรศึกษาวิชาสายมนุษยศาสตร์ด้วย เพื่อที่จะได้พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การตั้งคำถามกับสิ่งต่าง ๆ สร้างความตระหนักรู้ และเข้าใจความแตกต่างของมนุษย์เป็นต้นค่ะ

ขอถามคุณแอนดริวอีกคนซึ่งเป็นบรรณาธิการ และเป็นผู้เขียนหัวข้อ “ทำไมถึงควรสมัคร อบจ.” ไม่ถามมุมนักเขียนละกัน แต่ทราบว่าคุณเรียนคณะครุศาสตร์ อะไรที่ทำให้คุณคิดว่าหนังสือเล่มนี้สำคัญกับเด็ก ในมุมมองของคนจะเป็นครู

จริง ๆ ก็สำคัญกับครูด้วยนะ (หัวเราะ) ที่ผ่านมา วิธีการแนะแนวส่วนใหญ่ของเราเป็นแบบปากต่อปาก เรื่องสำคัญ ๆ ในการใช้ชีวิตจริง ๆ ไม่มีแหล่งข้อมูลชัดเจน หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มแรก ๆ ก็ว่าได้ครับที่รวบรวมออกมา แล้วที่น่าสนใจอีกคือ ไม่ได้เป็นมุมมองของคนคนเดียวหรือจากคณะไม่กี่คณะ แต่มาจาก 11 คณะเลยทีเดียว ข้อมูลมีความหลากหลาย ข้อมูลหลากหลายนี้เองที่จะทำให้เราเห็นและเข้าใจว่า ทำไมคนเรียนคณะนั้นจึงคิดแบบนี้ ซึ่งเราที่เรียนต่างคณะอาจจะไม่เคยคิดมาก่อนเลย อีกทั้ง เราก็จะเข้าใจว่า การเรียนรู้ของเราแม้ในเจนเนอเรชั่นเดียวกัน ก็มีพื้นฐานทางศาสตร์และศิลป์ที่ต่างกัน ซึ่งนั่นแหละทำให้เราต้องเข้าใจกันให้มาก และต้องร่วมมือกันเพื่อจะได้ความเข้าใจที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ขอบคุณครับ ขอกลับมาถามเป็ด ในหนังสือมีสามส่วน คือชีวิต กิจกรรม และวิชาการ จากที่แอนดริวพูดเมื่อกี้ เรื่องคณะต่าง ๆ ซึ่งในเล่มพูดถึงวิชาการของคณะต่าง ๆ ที่ควรจะรู้ อยากให้เป็ดอธิบายเพิ่มหน่อยว่า ทำไมการเรียนรู้วิชาต่างคณะถึงสำคัญ

ขอขยายความเพิ่มเติมเล็กน้อยนะครับ คือการเรียนในมหาวิทยาลัยของเราเนี่ย ส่วนใหญ่เราก็จะได้เรียนรู้จากวิชาคณะของเรา ซึ่งเราก็จะมีมุมมองที่จำกัดอยู่แค่ความรู้ในสายวิชานั้นๆ แน่นอนครับ เจนเอดหรือวิชาการศึกษาทั่วไป อาจจะพอช่วยได้บ้าง แต่หลักสูตรนี้ในมหาวิทยาลัยของเราก็ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอเท่าที่ควรในการส่งเสริมการเรียนรู้ การที่เรามีหมวดนี้ในหนังสือ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญที่ว่า ความรู้แขนงต่างๆ จะช่วยตอบคำถามให้เด็กรู้ว่า วิชาคณะอื่นๆ น่าสนใจอย่างไร และแต่ละความรู้เชื่อมโยงกันอย่างไรได้บ้าง ผมยกตัวอย่างง่ายๆ การสร้างสรรค์งานศิลปะ ซึ่งดูจะไม่เกี่ยวกับวิชาสายวิทย์หรือคณิตแต่อย่างใด แต่การจะสร้างสรรค์ออกมาได้ ในรูปของรูปแบบที่เป็นรูปทรงเรขาคณิต ก็ต้องมีความรู้เรื่องมุม สมมาตร และเรขาคณิต เห็นมั้ยครับว่ามันเชื่อมโยงกันทั้งนั้นแหละ และในเล่มนี้จะช่วยแสดงภาพให้เราเห็นชัดเจนขึ้นว่า แต่ละความรู้มันมีประโยชน์มากแค่ไหน

คำถามสุดท้ายของการคุยครั้งนี้ เราอยากประเมินค่าหลังจากอ่านว่า หนังสือเล่มนี้ น่าจะเหมาะกับเด็ก ม.ปลาย ด้วย ไม่ใช่แค่ปีหนึ่ง หรือที่เอิร์นบอกก็คือเหมาะกับนิสิตนักศึกษาทุกมหาวิทยาลัย เป็ดเห็นด้วยไหม

เห็นด้วยครับ จริงๆ ไม่ใช่แค่เด็กม.ปลายเท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ นอกจากหนังสือเล่มนี้จะช่วยตั้งคำถามและชี้แนะแนวด้านต่างๆ ให้เด็ก เช่น แนวทางทางการเลือกเดินทางชีวิตของเขา ซึ่งพวกเขาจะได้คิดหาเหตุผลดีๆ มีน้ำหนักจากในเล่มไปบอกพ่อแม่ว่า แนวทางชีวิตด้านการเรียนตามความชอบของเขานั้นมีเหตุผลนะ ไม่ใช่เรื่องแย่ (เช่น พ่อแม่ไม่เข้าใจว่าลูกชอบศิลปะทำไม ก็จะได้เข้าใจว่าทำไมถึงสำคัญ) หรือเรื่องการเล่นเกมส์ที่พ่อแม่หลายคนมักจะมองว่าไม่ดี พอได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วก็จะเข้าใจมากขึ้นว่า เกมส์ก็มีด้านที่เป็นประโยชน์ได้ ตัวพ่อแม่เองก็จะได้เข้าใจแนวความคิดของลูกเยาวชนมากขึ้น เข้าใจว่า สังคมในยุคปัจจุบันมันเปลี่ยนแปลงไปจากยุคของพวกเขามากแล้วนะสังคมยุคโลกาภิวัฒน์ของเรารวดเร็วมากขึ้น ซึ่งเรื่องบางเรื่องอาจจะใหม่สำหรับพวกเขา หนังสือเล่มนี้ก็จะช่วยทำให้ผู้ใหญ่เข้าใจเด็ก ในขณะที่เด็กก็จะได้มุมมองที่มีประสบการณ์ที่ช่วยทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีเหตุผลมีผลมากขึ้นด้วยครับ