เป้าหมายเป็นหลักวิธีการเป็นรอง

Isaiah Berlin เขียน / เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล และชยางกูร ธรรมอัน แปล
รูปไอเซยา เบอร์ลินในวัยเด็ก น่าจะเป็นภาพในช่วงที่เขาแต่งเรื่องสั้นเรื่องนี้ (Isaiah Berlin c.1922 © the trustees of the Isaiah Berlin Literary Trust)

ไอเซยา เบอร์ลินมาถึงอังกฤษในช่วงต้นปี 1921 ขณะอายุ 11 ขวบ โดยเขาแทบจะไม่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษใด ๆ เลย เรื่องสั้นนี้ (ซึ่งไม่มีชื่อเรื่องในต้นฉบับ) ตามที่เบอร์ลินบอก มันทำให้เขาได้รับ “รางวัลขนมหนึ่งตะกร้าใหญ่” ในการประกวดแข่งขันของนิตยสารสำหรับเด็กฉบับหนึ่ง เรื่องสั้นนี้เขียนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1922 เมื่อเขาอายุได้ 12 ปี ในต้นฉบับตอนท้ายมีคำว่า “I.Berlyn” ปิดท้าย เท่าที่รู้ขณะนี้ นี่เป็นผลงานเขียนชิ้นแรกสุดของเขาที่ยังหลงเหลืออยู่ นอกจากนี้ยังเป็นผลงานเรื่องเล่าเรื่องเดียวด้วย และยังแสดงให้เห็นอีกว่าภาษาอังกฤษของเขานั้นพัฒนามากเพียงใดจากระยะเวลาเพียงหนึ่งปี

โมยซี สลาโมนาวิช อูริตสกี้หัวหน้าหน่วยความสัมพันธ์ภายในพื้นที่คอมมูนตอนเหนือของโซเวียตรัสเซียและประธานหน่วยตำรวจลับเปรโตรกราด โดนสังหารโดยสมาชิกของสมาคมชนชั้นสูงชาวรัสเซียที่ชื่อว่า คันนีกีสเซอร์ ในวันที่ 31 สิงหาคม 1918 คติพจน์ของอูริตสกี้้คือ “เป้าหมาย ชอบธรรมวิธีการ” ได้ถูกเลือกมาเป็นชื่อของเรื่องสั้นนี้เพราะเรื่องที่เขียนนี้ส่งสัญญาณให้เห็นถึงการยืนกรานของเบอร์ลินในช่วงต่อมาของชีวิตเขาที่ปฏิเสธจะให้ความชอบธรรมกับความทุกข์ยากของปัจจุบันว่าเป็นหนทางนำไปสู่รัฐแห่งอนาคตในจินตนาการที่เปี่ยมสุข นัยนี้ที่สื่อคือ เรื่องนี้เป็นบันทึกก้าวแรกของเขาที่ก้าวเดินไปบนเส้นทางชีวิตของปัญญาชน เส้นทางซึ่งสรุปปิดท้ายในความเรียงชิ้นสุดท้าย “บนเส้นทางของปัญญาชนของผม” ซึ่งเขาเขียนเจ็บสิบสี่ปีให้หลัง ในปี 1996

เบอร์ลิน มักจะอธิบายสาเหตุของการเกลียดชังความรุนแรงตลอดชีวิตของเขา โดยเฉพาะเมื่อมีอุดมการณ์มาเป็นตัวขับเคลื่อนด้วยแล้ว ซึ่งมาจากเหตุการณ์ที่เขาประสบตอนอายุ 7 ขวบในระหว่างการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ในเปรโตรกราดเมื่อปี 1917 ขณะที่เขาออกมาเดินเล่นเข้าได้จ้องมองไปยังตำรวจที่ภักดีกับระบอบซาร์ด้วยใบหน้าซีดขาวจากความกลัว ขณะที่ตำรวจผู้นั้นถูกลากไปยังฝูงชนให้รุมประชาทัณฑ์จนตาย เรื่องเล่านี้สะท้อนให้เห็นอิทธิพลจากประสบการณ์ช่วงต้นของชีวิตเขาอย่างเห็นได้ชัด

เฮนรี ฮาร์ดี้

ต้นฉบับลายมือของเรื่องสั้นเรื่องนี้ (Oxford, Bodleian Library, MS. Berlin 731, fol. 17r: photo © Bodleian Library)

I

เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการฆาตกรรม อูริตสกี้ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของสหภาพโซเวียตซึ่งเกิดขึ้นในปี 1918 ในปีนั้นคนรัสเซียและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเปโตรกราดต่างก็หดหู่จากการคุกคามของบอลเชวิคต่อประชาชนอย่างถึงที่สุดแล้ว หนึ่งในครอบครัวชนชั้นผู้ดีในเปโตรกราดคือครอบครัวของอิวานอฟ ซึ่งมี แอนดริว อิวานอฟ ชายชราวัย 64 ปี ลูกของเขา ปีเตอร์ ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาและกล้าหาญ และคนใช้ชราวัย วาซีลี แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางความสลดหดหู่ แต่ความอบอุ่นก็เกิดขึ้นในบ้านหลังเล็กของพวกเขาซึ่งสันติภาพและมิตรภาพไม่ถูกรบกวน กระทั่งเมื่อเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น ความสุขของพวกเขาก็ได้พังพินาศลง ตอนนั้นเป็นเช้าที่สดใสในฤดูหนาว พระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาให้เห็นเป็นแผ่นกลม ๆ สีแดงบนท้องฟ้าอันแจ่มใส ธรรมชาติทั้งมวลดูจะอภิรมย์ยินดีไปกับแสงรัศมีของสุริยาที่ฉายมากระทบ ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูบ้านก็ดังขึ้น และในชั่วขณะถัดมา เจ้าหน้าที่พร้อมด้วยทหารผู้ติดตามสองนายก็ได้เข้ามาในห้องโถงเล็ก ๆ ของบ้านอีวานอฟ

แอนดริว อิวานอฟ อยู่ที่นี่หรือเปล่า? เจ้าหน้าที่ถามอย่างห้วน ๆ

ผมคือ แอนดริว อิวานอฟ ท่านมีอะไรให้ผมรับใช้หรือครับ ชายชราขานตอบไปด้วยเสียงที่แผ่วเบา

“เอาตัวมันไป” เจ้าหน้าที่สั่งทหารผู้ติดตามของเขา “หมอนี่ทำผิดกฏหมายฐานซ่อนเพชรไว้ในบ้าน ค้นบ้านมันทันที ถ้าหากเจอหินมีค่าชิ้นใดก็ตาม เอามาให้ฉันซะ” ปีเตอร์มองดูสถานการณ์ด้วยความโกรธและสับสน ทันใดนั้นเอง เขาก็ต่อยเจ้าหน้าที่ไปหนึ่งหมัด ทำให้เจ้าหน้าที่ล้มลงไปนอนกองอยู่บนพื้น จากนั้นปีเตอร์ก็กระโดดหนีออกทางหน้าต่างอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ และไม่นานก็ลับสายตาไป เหล่าทหารจึงวิ่งออกไปตามหาตัวปีเตอร์ ตามตำสั่งของหัวหน้าที่เพิ่งลุกขึ้นมาจากพื้น แต่หมัดที่ปีเตอร์ต่อยเข้าไปที่หัวเจ้าหน้าที่ในตอนแรก ทำให้เขามึนงง และล้มเซลงไปยังหินก้อนแรกบนทางที่เขาวิ่งมา นั่นจึงทำให้เขานอนนิ่งไป ซึ่งในตอนที่เจ้าหน้าที่ล้มลงไปนั้น ก็มีเศษกระดาษปลิวออกจากกระเป๋าของเขา วาซีลี คนใช้ชราที่วิ่งตามมาด้วย ได้เก็บกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาด้วยความเร็วอันเรียกว่าน่าทึ่งทีเดียวสำหรับคนวัยหกสิบ โดยที่เจ้าหน้าที่เองก็ไม่ทันสังเกต

II

ขณะนั้น ปีเตอร์ได้ตัดสินใจไปที่บ้านของลูกพี่ลูกน้องชื่อ ลีโอนิด ลีโอนิดเป็นเด็กหนุ่มที่อายุมากกว่าเขาห้าปี เขากำลังกินข้าวเย็นอยู่ เมื่อปีเตอร์วิ่งพรวดเข้ามาด้วยนัยน์ตาสีดำอันเปี่ยมไปด้วยเปลวเพลิง ผมสีดำปลิวสวัดสไว และสีหน้าที่แสดงความสับสนมึนงง นั่นจึงทำให้ลีโอนิดตกใจ และสับสนไปด้วย

“นายมาจากไหนกันละนี่” เขาเอ่ยถามหลังจากที่รวบรวมสติได้แล้ว “และท่าทางเดือดดาลแบบนั้น หมายความว่ายังไงกัน”—

ปีเตอร์ ผู้ซึ่งอัดอั้นไปด้วยความเกลียดชังเล่าทุกอย่างแบบกระชับให้ลีโอนิดฟัง แต่ขณะที่เล่าอยู่นั้น เสียงคนเคาะประตูบ้านก็ดังขึ้น— “พวกทหารมา!” ปีเตอร์อุทานขึ้น หลังจากมองผ่านช่องกุญแจที่ประตูแล้ว—

ลีโอนิดชี้ไปที่ตู้ในห้องอย่างรวดเร็ว—

ปีเตอร์กระโดดเข้าไปโดยเงียบเชียบ จากนั้นลีโอนิดจึงไปเปิดประตูให้แก่ทหารเข้ามาในบ้าน และถามด้วยท่าทางประหลาดใจว่ามีเหตุอันใดให้พวกท่านผู้ทรงเกียรติมาเข้าบ้านอันสงบเงียบของฉันหรือ

เหล่าทหารที่ถูกหลอกจึงตอบด้วยเสียงอันดังว่า “ลีโอนิด อีวานอฟ สารภาพมาเสียดี ๆ ว่าลูกพี่ลูกน้องแกซ่อนอยู่ที่นี่ แกจะไม่ถูกจดจำในฐานะคนที่ถูกศาลตัดสินว่าผิดเพียงเพราะความผิดอันเล็กน้อยของแก ซึ่งก็สมควรจะโดนลงโทษอยู่หรอกหนา

ปีเตอร์สั่นสะท้านอยู่ในตู้ ขณะที่ฟังไปด้วย—

ไม่มีครับท่านผู้ทรงเกียรติ ท่านมาผิดบ้าน และก็ผิดมากทีเดียวที่คิดว่าปีเตอร์ ลูกพี่ลูกน้องของผมอยู่ที่นี่ เขาไม่เคยมาบ้านผมเลยตั้งแต่การมาเยี่ยมครั้งสุดท้ายซึ่งก็คือเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ลีโอนิดเล่นละครได้แนบเนียนมากกระทั่งทำให้ทหารพร้อมจะเชื่อว่าพวกเขาคิดผิดไป—

แต่เราเห็นปีเตอร์เข้ามาในบ้านนี้นะ ถึงอย่างไรก็ตาม คุณคงไม่ว่าใช่ไหมถ้าเราจะขอค้นบ้านตอนนี้เลย

แต่ ลีโอนิดพูดสวน แน่นอนว่าท่านคงจะไม่ถือสาอะไรถ้าผมจะขอนำไวน์ชั้นดีสักแก้วมาให้ท่านดื่มก่อนจะเริ่มค้น

เฮ้! เกรกอรี่ ไปหยิบไวน์ดีที่สุดของผมมาให้ท่านทหารผู้ทรงเกียรติดื่มหน่อยสิ ลีโอนิดไม่รีรอคำตอบของทหาร พร้อมเปล่งเสียงออกไปว่า ขอให้พวกเพื่อนของเราจงสำราญ

ลีโอนิดรินไวน์แก้วแล้วแก้วเล่าให้แก่ “สหาย” ของเขา ส่วนตัวเขานั้นแทบจะไม่แตะแก้วตัวเองเลย สองชั่วโมงผ่านไป ทหารเมาสิ้นสติสมปฤดี ตอนนั้นเองปีเตอร์ก็ออกมา แล้วขอบคุณที่ลีโอนิดที่ช่วยให้เขารอดวิกฤติ ตอนนั้นเองวาซีลีคนใช้ชราก็วิ่งพรวดเข้ามา

พ่อของคุณชายจะถูกประหารโดยพวกคนชั่วช้าแล้ว ชายแก่อ้างถึงคำสั่งของอูริตสกี้ซึ่งเขาก็แสดงหลักฐานนั้นออกมาอย่างทันที เขาไม่รอช้า รีบดึงเศษกระดาษออกมาจากกระเป๋าของเขา ซึ่งเป็นเศษกระดาษที่เก็บได้ตอนนายตำรวจทำหล่นไว้ มันมีข้อความดังนี้

“โดยอำนาจของอูริตสกี้ รัฐมนตรีแห่งกระทรวงยุติธรรม ในนามของสาธารณรัฐแห่งชนชั้นแรงงาน ทหาร และชาวนา

ได้อนุญาตให้ผู้บังคับการ บี จับกุมแอนดริว อีวานอฟ และถ้าหากมีความจำเป็นก็รวมถึงปีเตอร์ อีวานอฟด้วย

                                                                                                                                    อูริตสกี้้

เมื่อปีเตอร์อ่านไปก็พบข้อความสั้น ๆ ในระหว่างรอยพับของเศษกระดาษนั้น

“แอนดริว อีวานอฟ ยิงเวลาบ่ายสาม สิบห้านาที ที่โกโรโฮวายา 3 ปีเตอร์ อีวานอฟ ประหารเวลา 5 โมง 30 นาที เวลาเดียวกัน

อูริตสกี้้

ปีเตอร์มองไปที่นาฬิกาซึ่งแสดงเวลา บ่ายสาม 10 นาที เขาออกจากบ้านนั้นในทันทีโดบปราศจากการเอ่ยคำใด ๆ เขามุ่งไปที่โกโรฮาวายา 3 และไปถึงที่ประตูเวลา 3.14.30 นาที

ยังเหลืออีก 30 วินาที การที่เขาไม่มองทางทำให้เขาลื่นและล้มลงไป เมื่อเขาลุกขึ้นเขาได้ยินเสียงกรีดร้องน่ากลัว ความตายและชีวิตปะทะกันในเสียงกรีดร้องนี้ เมื่อเสียงปืนสิบสองนัดดังขึ้น ปีเตอร์รู้ชะตากรรมของพ่อของเขาแล้ว เขาเดินส่ายเซไปตามถนนเหมือนคนบ้า ในที่สุดเขาก็มาถึงบ้านของลีโอนิด เขาล้มฟุบลงไปที่บันไดหน้าประตู ลีโอนิดเห็นเช่นนั้นก็เข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ปีเตอร์พยายามพยุงตัวเองขึ้นมา แต่ล้มเหลว และสายน้ำตาก็ทะลักออกมาในบัดดล

หลังจากปีเตอร์ได้สติ วาซิลีผู้ชราพูดกับปีเตอร์ว่า ปีเตอ์ร์ ศัตรูของท่าน อ้ายพวกบอลเชวิกสารเลวฆ่าพ่อท่านแล้ว เฉกนั้นท่านจงสาบานเถิดว่าจะแก้แค้นให้พ่อของท่าน—

ในห้วงนาทีเดียวกันนั้น เสียงปืนก็ดังขึ้น กระสุนปืนทะลุผ่านหน้าต่างเข้ามาในบ้าน โดยผู้ยิงปืนนั้นก็คือเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้ล่วงรู้ว่าทหารของเขาถูกปฏิบัติอย่างไร เขายิงปืนเพื่อหวังแก้แค้นจากการที่เขาโดนต่อย และกระสุนก็เข้าไปโดนหลังของวาซิลี

ข้าขอสาบาน ปีเตอร์พูดขณะที่วาซีลีหลับตาลงไปชั่วขณะหนึ่ง และลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง กระทั่งเห็นอย่างชัดแจ้งว่านั่นคือช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตเขา

แก้แค้น! วาซิลีพูดพึมพำและล้มร่วงลงไปยังอ้อมแขนของปีเตอร์โดยสิ้นสติ หนึ่งนาทีผ่านไป เขาลืมตาครั้งสุดท้าย ผมกำลังจะไปหานายท่านแล้ว แอนดริ…. เขาพูดยังไม่จบประโยค ความตายได้เฉือนเอาชีวิตเขาไปแล้ว

ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมจะพยายามแก้แค้นอูริตสกี้้ให้ได้ ปีเตอร์ประกาศกร้าวเสียงแข็ง

และฉันก็จะขอร่วมด้วย ปีเตอร์ ลีโอนิดเดินเข้ามาและยกมือเขาขึ้น

ความตายจงบังเกิดแก่ไอ้อูริตสกี้ ทั้งสองคนตะโกนพร้อมกัน

———————-

และแล้วในค่ำคืนมืดสนิทเดือนพฤศจิกายน ในปี 1919 ลมพัดหวิวอยู่นอกบ้าน เก้าอี้ที่อยู่ตรงกับเตาผิงไฟก็แสนอบอุ่นและนุ่มสบาย ในเก้าอี้ตัวนั้นมีชายผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่ อายุเขาคาดคะเนว่าสี่สิบปี เขามีผมยาวสลวย มีหน้าผากขาวใหญ่ มีตาดำสนิทขนาดเล็กทั้งสองข้าง มีคิ้วยาวขมวดเข้าหากัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโฉมหน้าที่ดูดุดัน มีจมูกโด่ง ปากที่กว้าง และคางที่แหลมโดยมีหนวดแบบฝรั่งเศสเล็ก ๆ ปกคลุมอยู่ นี่ก็คือ อูริตสกี้้ ผู้โด่งดังนั่นเอง

เขามีหน้าตาที่ดูฉลาดแต่ก็แสดงออกถึงความเหี้ยมโหดอยู่ด้วย กริยาท่าทางของเขา แสดงให้เห็นถึงความหลงไหลในการลงนามบนใบสั่งตายโดยไม่ต้องขมวดคิ้วเลย คติพจน์ชี้นำชีวิตของเขานั่นคือ “เป้าหมายเป็นหลักวิธีการเป็นรอง” เขาจะไม่หยุดยั้งจนกว่าแผนที่เขาคิดไว้จะปรากฏผล

เขาดูจะให้ความมั่นใจเราทีแรกที่มอง แต่เมื่อใดก็ตามที่อูริตสกี้มองใครด้วยนัยน์ตาอันเปี่ยมไปด้วยเปลวเพลิง ผู้นั้นจะรู้สึกได้ว่าเหมือนโดนอูริตสกี้้อ่านความคิดออกทั้งหมด และด้วยนัยน์ตาคู่นั้นเองก็จะสื่อให้เห็นภาพประหนึ่งมีหอกเล็ก ๆ นับพัน กำลังพุ่งเข้าไปทิ่มแทงสมองคนคนที่กำลังจ้องตาเขาอยู่

สายตาของเขาสะกดจิตคนที่เขาคิดว่าต้องศิโรราบให้แก่เขา ครั้งหนึ่งเขาคนนี้คือ “สหาย” อูริตสกี้้

มนุษย์แห่งการกระทำ

และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบอลเชวิค

เขาแบ่งแยกมนุษย์ออกเป็นสองชนชั้น ชนชั้นแรกคือพวกที่ขวางทางเขาอยู่ และอีกชนชั้นคือพวกที่สยบยอมต่อเขา

พวกแรกตามทัศนะของเขาไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่เลยแม้แต่น้อย

กริ๊ง! กริ๊ง! เสียงกระดิ่งดังจากอูริตสกี้้ ชั่วขณะถัดมา เลขานุการหนุ่มของอูริตสกี้้ก็ปรากฏตัวขึ้น ชื่อของเขาคือ ไมเคิล เซเรวีฟ เขามีเคราดำใหญ่ และหนวดขดสีดำ ถ้าหากเขาไม่มีหนวดและเคราแล้ว พิจารณาอย่างรอบคอบเราก็จะพบว่านี่ไม่ใช่รูปร่างที่แท้จริงแต่เป็นเพื่อนเก่าแก่ของเรา ปีเตอร์ อิวานอฟ นั่นเอง—

นั่งลง ไมเคิล อูริตสกี้้พูดในเสียงแผ่วเบา หลังจากไมเคิลนั่งลง อูริตสกี้้พูดต่อไปว่า ขยับมาใกล้ ๆ นี่ เขาพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง เล่าเรื่องกล่อมฉันให้สงบอารมณ์ที ฉันทำงานเหนื่อยเสียตลอดทั้งวัน รู้ไหมไมเคิล การที่เจ้าเล่าเรื่องให้ฉันฟัง เรื่องที่พยาบาลเล่าให้เจ้าฟังตอนเป็นเด็ก ถึงมันจะฟังดูโง่ก็ตาม แต่มันก็ช่วยให้ฉันสงบอารมณ์ได้ เอาสิ เริ่มเล่านิทานของเจ้าเลย

ทราบแล้วขอรับ ปีเตอร์ตอบ และเริ่มเล่าเรื่อง

เป็นพันปีที่แล้ว และพัน ๆ ไมล์ห่างไกลไป มีพวกคนดีอาศัยอยู่ พวกเขามีน้ำใจ จิตใจประเสริฐ และสนุกกับชีวิตของพวกเขา กระทั่งเมื่อหายนะอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้น พร้อมกับรัฐบาลที่ไร้ค่าไม่คู่ควรกลับได้ขึ้นมาปกครองประเทศ พวกมันทำลายที่นั่น เลือดของประชาชนต้องสาดกระเซ็น และที่จุดสูงสุดนั้น มีอดีตฆาตกรใจทรามแสนเจ้าเล่ห์ยืนตระหง่านอยู่

ในบรรดาประชาชนเหล่านั้น มีพลเมืองที่ทรงเกียรติี่สุดถูกฆ่า ลูกชายของเขาก็ถูกสั่งประหาร แต่ลูกชายเขาหนีออกมาได้ และสาบานจะแก้แค้นให้พ่อเขาที่ต้องตายด้วยน้ำมือวายร้ายที่ลงนามสั่งประหาร และในตอนนี้ เรื่องเล่าได้จบลงแล้ว ปีเตอร์ก็ชักปืนพกออกมาโดยทันที บัดนี้ได้ถึงเวลาแล้ว เขาชี้ปืนไปในระดับหน้าผากของอูริตสกี้้ ปัง! เสียงปืนดังขึ้น และอูริตสกี้้ก็ล้มลงไปที่พื้นโดยไม่ทันได้โหยหวนเลยแม้แต่น้อย

โฮ่! ฮ่า! พวกทหาร! ปีเตอร์ตะโกน เมื่อทหารปรากฏตัว ปีเตอร์เผชิญหน้าพวกทหารด้วยปืนพกของเขา พวกทหารขยับถอยหลังตกใจ กูฆ่าเจ้านายมึงแล้ว เขาร่ำร้อง และขณะนี้ภารกิจของกูบนโลกก็หมดสิ้นลงแล้ว พ่อของกูถูกฆ่า ลีโอนิดก็ด้วย ทั้งคู่ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเลยแม้แต่น้อย และกูก็ไม่รู้จะอยู่เพื่อใครอีกแล้ว คุณพ่อครับ ผมกำลังไปหาท่านแล้ว ปัง ปีเตอร์ลั่นไกปืน และล้มลงบนร่างของศัตรูที่สิ้นชีพไปแล้ว เมื่อทหารเข้ามาใกล้ พวกเขาพบว่าทั้งคู่หมดลมหายใจลงแล้ว

‘The Purpose Justifies the Ways’ © the trustees of the Isaiah Berlin Literary Trust 1998 Translated by Netiwit Chotiphatphaisal and Chayanggoon Thamma-un