การเมืองแห่งความหวัง: สัมภาษณ์ลี คาร์เตอร์ ผู้แทนราษฎรเดโมแครตหน้าใหม่ไฟแรง หัวสังคมนิยมประชาธิปไตยแห่งมลรัฐเวอร์จิเนีย

Politics of Hope: An Interview with Lee Carter by Netiwit Chotiphatphaisal

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล สัมภาษณ์
ชยางกูร ธรรมอัน และดานิเอล แปล

ในยุคที่ถูกขนานนาม “หลังความจริง” (Post-Truth) การมาของโดนัล ทรัมป์ น่าจะเป็นสัญญาณที่ยืนยันว่าเราอยู่ในยุคนี้จริงๆ อย่างไรก็ดี หนึ่งปีภายหลังจากการขึ้นมาสู่อำนาจของเขา การเลือกตั้งระดับรัฐและท้องถิ่นในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2017 ดูจะทำให้การยืนยันนั้นคงจะไม่ถูกเสียแล้ว เดโมแครตเอาชนะได้ในหลายท้องที่ และที่มากกว่านั้น กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตยที่ต่อต้านการรับเงินจากบริษัทขนาดใหญ่ สนับสนุนประชาธิปไตยรากหญ้าก็กำลังเบ่งบานขึ้น แม้ว่าจะถูกต่อต้านไม่ใช่น้อยในแต่ละท้องที่ แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พวกเขาหลายคนชนะ และกำลังจะสร้างการโต้กลับการเมืองแห่งความหดหู่ การเมืองของอภิสิทธิ์ชน การเมืองแห่งหลังความจริง

ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อรับค่ารักษาหลังจากตัวเองได้รับงานซ่อมระบบสายไฟได้ตัดสินใจสมัครลงเลือกตั้งชิงเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในมลรัฐของเขา เขาไม่ได้อ้อมค้อมหลบหลีกแต่ประกาศตัวเองว่าเป็นนักสังคมนิยมประชาธิปไตย เขาถูกสารพัดกล่าวหาตั้งแต่หาว่าอุดมการณ์ของเขาต่อต้านงานจนถึงเปรียบเทียบเขาเป็นสตาลิน เหมาเจ๋อตุง จากการหาเสียงของเขาจากฝ่ายตรงข้ามอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการที่เขาปฏิเสธรับเงินจากบริษัทขนาดใหญ่และพรรคเดโมแครตก็สร้างความอึ้งว่าแล้วเขาจะชนะได้หรือเปล่า ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2017 ลี คาร์เตอร์ สร้างประวัติศาสตร์ เขาเอาชนะ วัยเก๋าและผู้มีอิทธิพลเงินไม่อั้นอย่าง แจคสัน มิลเลอร์ (Jackson Miller) จากพรรครีพับลิกันที่ครอบครองเก้านี้มาสิบกว่าปี ชนะห่างมาเก้าเปอร์เซนต์ ในเดือนมกราคม 2018 คาร์เตอร์จะสาบานตนเข้ามานั่งตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตที่ 50 ของสภามลรัฐเวอร์จิเนีย นับเป็นหนึ่งในไม่กี่คนแต่ก็กำลังมากขึ้นเรื่อย ๆ ของกลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตยที่กำลังปักหลักลงรากฐานในการเมืองกระแสหลักของสหรัฐอเมริกา เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักเขียนประจำของนิสิตรีวิว ได้รับโอกาสจาก ลี ในการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแรงบันดาลใจของเขา สังคมนิยมประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยโดนัล ทรัมป์ และคนรุ่นใหม่ที่อยากเล่นการเมือง ต่อไปนี้เป็นบทสัมภาษณ์ของเขา

ผมได้ยินว่าวุฒิสมาชิกเบอร์นี่ แซนเดอร์ (Senator Bernie Sanders – สมาชิกสภาคองเกรสสังกัดอิสระที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา เคยลงชิงตำแหน่งในพรรคเดโมแครตเพื่อท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่พ่ายแพ้ให้กับฮิลลารี คลินตัน) เป็นแรงบันดาลใจให้คุณลงสมัครครั้งนี้ คุณเองก็ยังเรียกตัวเองว่าเป็นนักสังคมนิยมประชาธิปไตยเหมือนเขาอีกด้วย ก่อนหน้านี้คุณรู้จักสังคมนิยมมากน้อยแค่ไหนมาก่อน

อันที่จริงแล้ว ผมได้ลงสมัครก่อนที่วุฒิสมาชิกแซนเดอร์จะกลายเป็นบุคคลสาธารณะ และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนแบบที่เป็นในทุกวันนี้ แต่ผมออกมาสนับสนุนการที่วุฒิสมาชิกแซนเดอร์จะท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และมองว่าเขาเป็นตัวอย่างทางการเมืองคนหนึ่งสำหรับผมตั้งแต่แรกแล้วครับ ถูกต้องครับ ที่บอกว่าผมเรียกตัวเองว่าเป็นนักสังคมนิยมประชาธิปไตย ซึ่งสำหรับผมแล้ว จะมุ่งเน้นไปที่แนวคิดความเป็นประชาธิปไตยในที่ทำงาน และการที่คนงานเป็นเจ้าของธุรกิจด้วย ก่อนหน้านี้ผมรู้จักสังคมนิยมในเชิงความคิดรวบยอด แต่เป็นเพราะวุฒิสมาชิกแซนเดอร์ที่ทำให้ผมเริ่มศึกษาตัวอุดมการณ์อย่างจริงจัง และเรียนรู้เกี่ยวกับมันมากขึ้น

ผมเองก็เคยอ่านเกี่ยวกับสังคมนิยมมาบ้างครับ ผมเข้าใจว่า “สังคมนิยม” คำนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในการใช้รณรงค์ทางการเมืองในอเมริกานัก ทำไมคุณถึงตัดสินใจใช้คำนี้ล่ะ มันไม่เสี่ยงไปหน่อยหรือครับ

สังคมนิยมเป็นอุดมการณ์ที่มีขอบเขตกว้างด้วยการที่มันมีนัยสำคัญที่หลากหลาย ก็เหมือนกับประเภทของพวกเดโมแครต และรีพับลิกันที่มีหลายประเภท ความหมายของสังคมนิยม กับการเป็นนักสังคมนิยมก็มีความแตกต่างกันไปสำหรับแต่ละคน ในระหว่างการหาเสียง ผมจะไม่พูดว่าผมใช้ฐานะของการเป็นนักสังคมนิยมเพื่อหาเสียง ผมหาเสียงด้วยประเด็นปัญหาต่าง ๆ ซึ่งประเด็นเหล่านั้นก็มักจะเกี่ยวข้องกับตัวอุดมการณ์นี้ และผมมุ่งพิจารณาไปที่ประเด็นปัญหาเหล่านั้นมากกว่าการถูกจัดให้อยู่ในประเภทของอุดมการณ์หนึ่ง ๆ ในการรณรงค์หาเสียงของเรา ผมเองก็เปิดกว้างตลอดถ้าจะพูดคุยเรื่องนี้ แต่มันกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางเมื่อผู้สมัครฝ่ายตรงข้ามของผมแพร่อีเมลที่มีเนื้อหาล้อเลียนผมเกี่ยวกับเรื่องอุดมการณ์สังคมนิยมนี้ ส่วนความเสี่ยงมันก็ผันแปรไปตามสถานการณ์ ในคืนแห่งการเลือกตั้งก็มีสมาชิกสังกัดสังคมนิยมประชาธิปไตยชนะหลายที่ ดังนั้นผมจึงคิดว่าการตีตราบางอย่างก็กำลังจะหมดไป

ในเขตของคุณ เป็นพื้นที่ที่รีพับลิกันครอบครองมาเป็นเวลายาวนานช่วงหนึ่งแล้ว ช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมว่าอะไรคือความลับในการเอามาซึ่งชัยชนะของคุณ คุณมีวิธีการจัดการอย่างไรหรือต่อผู้ครอบครองรีพับลิกันเขตคนเดิมซึ่งมีทรัพยากรที่ไม่จำกัดเลย

ครับ ที่นี่เป็นเขตที่เอียงไปทางรีพับลิกันมาระยะนึงแล้ว ผมไม่คิดว่ามี “เคล็ดลับ” อะไรนะ เรามุ่งเป้าไปที่ประเด็นปัญหาสำคัญต่อคนงานในเขตของเรา และเน้นการไปเคาะประตูแต่ละบ้านเพื่อพูดคุย และเน้นการลงภาคสนามในการสู้กับการระดมทุน “แบบจ้องจะเอาชนะ” มันไม่ง่ายเหมือนที่เห็นอยู่ในตอนนี้ ในตอนที่วันเลือกตั้งได้ผ่านไปแล้ว แต่การพูดคุยกับผู้คน และไปตามบ้านเพื่อเคาะประตูให้มากเท่าที่ทำได้นี่แหละคือสูตรจริง ๆ ของความสำเร็จเรา

ผมอ่านข่าวก่อนการเลือกตั้ง ชื่อของคุณแทบจะไม่ได้รับการพูดถึงโดยคอคัสของเดโมแครตเลย คุณคิดว่าคุณมีโอกาสจะชนะสูงไหม แล้วตื่นเต้นกับผลลัพธ์ที่ออกมาไหมครับ

ผมได้รับการตอบรับในเชิงลบจากเหล่าผู้นำพรรคเดโมแครตระดับรัฐเยอะมากเกี่ยวกับการที่ผมลงสมัครเป็นตัวแทน และผมไม่เชื่อว่าพวกเขาคิดว่าผมจะชนะได้ แต่ผมขอเน้นว่าผมได้ร่วมงานกับกลุ่มแนวร่วมเดโมแครต และกลุ่มเคลื่อนไหวอย่าง Indivisible และ Planned Parenthood เช่นเดียวกับกลุ่มฐานเสียงของพรรค (ทั้งผู้โหวต และอาสาสมัคร) ในการสร้างแนวร่วมที่ช่วยให้เราได้รับชัยชนะในครั้งนี้ เรามั่นใจเสมอว่าเรามีโอกาสจะชนะ แต่เราคิดว่ามันคงจะสูสีเอาการ แต่แน่นอน มันน่าตกใจที่เราชนะมาประมาณ 9 เปอร์เซ็นต์

คุณไม่รับเงินจากพวกกลุ่มทรงอำนาจเดิม พวกสนับสนุนชนชั้นนำเดิม มันทำให้คุณดูจะกลายเป็นศัตรูของทั้งพวกสนับสนุนเดโมแครตและรีพับลิกันแบบเดิม คุณคิดว่านี่กำลังเป็นเทรนด์หรือเปล่าของคนที่อยากจะสมัครรับเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกา คุณมีอะไรต้องการบอกพวกกลุ่มอำนาจเดิมบ้าง

ถูกครับที่เราไม่รับเงินของพรรค แต่ประเด็นที่ผมสนใจเกี่ยวกับเงินและการเมืองค่อนข้างจะเป็นเรื่องอิทธิพลของบริษัทในการเมือง และผลกระทบที่มันมีตามมาเมื่อบริษัทที่แสวงหาผลกำไรให้เงินสนับสนุนการหาเสียงทางการเมืองแก่ผู้สมัคร บริษัทซึ่งมีกำไรเป็นแรงขับเคลื่อนย่อมไม่ให้เงินสนับสนุนโดยมีเมตตาจิตหรอก – เพราะนั่นย่อมเป็นการขัดต่อรูปแบบการทำธุรกิจของพวกเขาโดยสิ้นเชิง เราประกาศตั้งแต่วันแรกแล้วว่าจะไม่รับเงินจากบริษัทที่แสวงหากำไรในการหาเสียงของเรา และเราก็ยึดมั่นความตั้งใจนี้มาตลอด ผมหวังว่าจะมีนักการเมือง และผู้สมัครที่ปฏิเสธการรับเงินจากบริษัทเหล่านี้
มากขึ้นเรื่อย ๆ

ช่วยอธิบายความแตกต่างระหว่างประชาธิปไตยสังคมกับสังคมนิยมประชาธิปไตยให้หน่อยครับ

ประชาธิปไตยสังคมเป็นปรัชญาการเมืองในการสร้างเครือข่ายบริการสาธารณประโยชน์ ขณะที่ยังให้ผู้ประกอบการที่เป็นนักลงทุนเป็นเจ้าของ และควบคุมเศรษฐกิจโดยรวม ในทางประวัติศาสตร์ โครงการนิวดีลเป็นตัวอย่างสำคัญของประชาธิปไตยสังคม เช่นเดียวกับประเทศแถบสแกนดิเนเวียในตอนเหนือของยุโรป สังคมนิยมประชาธิปไตยซึมซับเอาแก่นของประชาธิปไตยสังคมเข้าไปด้วย นั่นคือ มีระบบจ่ายเงินเกษียณ และแผนการสาธารณสุขเพื่อประชาชนอันเข้มแข็ง ขณะที่สร้างหน่วยทางเศรษฐกิจให้การประกอบการเป็นไปในรูปแบบประชาธิปไตย และกรรมกรก็เป็นเจ้าของด้วย

ช่วยเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับนโยบายของคุณหน่อยได้ไหมครับ คุณจะทำอะไรอย่างแรกในปี 2018

จุดเน้นแต่แรกของการหาเสียงของผมคือนโยบายการปฏิรูประบบการให้สินตอบแทนของคนงานในเวอร์จิเนีย ซึ่งระบบตอนนี้มีปัญหาในหลาย ๆ อย่าง ผมจะเสนอมาตราการจำนวนมากในการปฏิรูป และร่วมมือกับสมาชิกสภาฝ่ายเดโมแครตที่ได้รับการเลือกตั้งเพื่อเสนอกฏหมายก้าวหน้าอื่น ๆ เกี่ยวกับค่าจ้างงาน การเข้าถึงสิทธิในการเลือกตั้ง สิ่งแวดล้อม และอิทธิพลของบริษัทในทางการเมือง

ในเชิงส่วนตัวผมคิดว่าทรัมป์มีโอกาสจะถูกถอดถอนจากตำแหน่งในอนาคต อะไรคือบทเรียนที่คุณเรียนรู้จากเขา และถ้าเขาออกไปแล้ว คุณจะทำอะไรต่อไป

นอกจากผมจะรู้สึกผิดหวังที่ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีแล้ว ผมยังเชื่ออย่างแรงกล้าอีกว่าเขาเป็นอาการของปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น นั่นก็คือ ความไม่พอใจที่กำลังก่อตัวขึ้นในชนชั้นแรงงานชาวอเมริกัน ซึ่งพวกเขารู้สึกว่านักการเมืองไม่ได้รับฟังพวกเขา และไม่สนใจต่อชีวิตของพวกเขา อีกทั้งไม่พอใจต่อสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ในการช่วยชาวอเมริกัน และเมื่อคนอเมริกันรู้สึกว่าความต้องการของพวกเขาถูกเพิกเฉยในการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า รวมถึงรู้สึกว่านักการเมืองสนใจแค่ผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง และผลประโยชน์ของบริษัทที่ใหญ่โตทั้งหลาย สิ่งที่ไม่น่าปรารถนาอย่างการเลือกทรัมป์ก็จะเกิดขึ้นในที่สุด ผมจะทำทุกทางที่ทำได้ในการปกป้องชาวเวอร์จิเนียจากนโยบายอันตรายที่มาจากวอชิงตัน ดีซี ไม่ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีก็ตาม

ท้ายสุดแล้ว อยากขอให้ช่วยมอบคำแนะนำกับคนหนุ่มสาวในประเทศที่อยากจะสมัครลงเลือกตั้งในอนาคตหน่อยครับ เราค่อนข้างจะมองโลกแบบเชิดเสียดสีต่อการเมืองมาระยะหนึ่งล่ะเพราะวาทกรรม “การเมืองเป็นสิ่งสกปรก” ดังนั้นผู้คนเลยปฏิเสธการเมืองไปโอบรับเอาเผด็จการแทนทำให้เราต้องทนทุกข์กับระบบนี้ก็สามปีแล้ว

ถ้าคุณอยากจะลงสมัคร ก็ทำเลยครับ มันเป็นสิ่งที่ท้าทาย และให้อะไรมากที่สุดในชีวิตที่คุณจะได้เลยล่ะ ถ้าคุณรู้สึกอยากจะเปลี่ยนแปลง และสามารถจะมุ่งมั่นไปกับมันได้ ขอให้ครุ่นคิดเขียนสารที่คุณอยากสื่อให้ตรงกับการเป็นตัวของคุณ และประชาชนที่คุณอยากจะรับใช้พวกเขา จากนั้นก็ออกมาเริ่มหาเสียงเลย ถ้าประชาชนไม่นิ่งเฉย และลุกขึ้นสู้ การเปลียนก็สามารถเกิดขึ้นได้